คุณค่าวรรณคดีด้านวรรณศิลป์

                                                                                                                 

การสรรคำ
การสรรคำ คือ การเลือกใช้คำให้สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก และอารมณ์ได้อย่างงดงาม โดยคำนึงถึงความงามด้านเสียง โวหาร และรูปแบบคำประพันธ์

การสรรคำสามารถทำได้ดังนี้

  1. การเลือกคำให้เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคลในเรื่อง
  2. การใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมาย
  3. การเลือกใช้คำพ้องเสียง คำซ้ำ
  4. การเลือกใช้คำโดยคำนึงถึงเสียงสัมผัส
  5. การเลือกใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ
  6. การเลือกใช้คำไวพจน์ได้ถูกต้องตรงตามความหมาย
                                                                                                                 

การเรียบเรียงคำ
การเรียบเรียงคำ คือ การจัดวางคำที่เลือกสรรแล้วให้มาเรียงร้อยกันอย่างต่อเนื่องตามจังหวะ ตาม

โครงสร้างภาษาหรือตามฉันทลักษณ์
 
การเรียบเรียงคำมีหลายวิธีเช่น
- จัดลำดับความคิดหรือถ้อยคำจากสิ่งสำคัญจากน้อยไปมาก
- จัดลำดับความคิดหรือถ้อยคำจากสิ่งสำคัญน้อยไปหามาก แต่กลับหักมุมความคิดผู้อ่านเมื่อถึงจุดสุดขั้น
- จัดลำดับคำให้เป็นคำถามแต่ไม่ต้องการคำตอบหรือมีคำตอบอยู่ในตัวคำถามแล้ว
- เรียงถ้อยคำเพื่อให้ผู้อ่านแปลความหมายไปในทางตรงข้ามเพื่อเจตนาเยาะเย้ย ถากถาง
- เรียงคำวลี ประโยค ที่มีความสำคัญเท่าๆกัน เคียงขนานกันไป

การใช้โวหาร

- โวหารอุปมา เป็นการสรัางภาพพจน์ด้วยการเปรียบเทียบ
- โวหารอุปลักษณ์ เป็นการเปรียบเทียบโดยนัย
- โวหารอติพจน์ เป็นการกล่าวเกินจริง ให้เห็นคุณค่าด้านอารมณ์เป็นสำคัญ
- โวหารอวพจน์ เป็นการกล่าวเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่มีความหมายครอบคลุม
- โวหารนามนัย เป็นภาพพจน์ที่เรียกชื่อสิ่งหนึ่งโดยใช้คำแทน
- บุคลาธิษฐาน เป็นภาพพจน์ที่สมมติสิ่งต่างๆให้มีอากัปกิริยาเหมือนมนุษย์
- ปฏิพจน์ เป็นการใช้คำที่มีความหมายตรงกันข้าม
- สัทพจน์ เป็นภาพพจน์ที่เลียนเสียงธรรมชาติ    

                                                                                                                 

โวหารภาพพจน์
ภาพพจน์  คือ คำ  หรือ  กลุ่มคำ  ที่สร้างขึ้นจากกลวิธีในการใช้คำ เพื่อให้ปรากฏภาพที่เด่นชัดและลึกซึ้งขึ้น
โวหารภาพพจน์ คือ กลวิธีการนำเสนอสารโดยการพลิกแพลงภาษาที่ใช้พูด หรือเขียนให้แปลกออกไปจากภาษาตามตัวอักษรทำให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ เกิดความประทับใจ เกิดความรู้สึกสะเทือน

ลักษณะของโวหารภาพพจน์
อุปมา

การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง  โดยใช้คำเชื่อมเหล่านี้   
"เหมือน ราว ราวกับเปรียบ ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง เฉก เช่น เพียง เพี้ยง ประหนึ่ง ถนัด กล เล่ห์  ปาน ครุวนา ปูน พ่าง ละม้าย แม้น" เช่น
ทนต์แดงดั่งแสงทับทิม      เพริศพริ้มเพรารับกับขนง   (อิเหนา)
ครั้นวางพระโอษฐ์น้ำ        เวียนวน  อยู่นา
เห็นแก่ตาแดงกล             ชาดย้อม
หฤทัยระทดทน               ทุกข์ใหญ่  หลวงนา
ถนัดดั้งไม้ร้อยอ้อม           ท่าวท้าวทับทรวง  (ลิลิตพระลอ)

อุปลักษณ์

   การเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง มักใช้คำว่า คือและ “เป็น”เช่น

ครูคือเรือจ้าง ทหารเป็นรั้วของชาติ
ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล  
คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น
มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น  
บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม           (นิราศเมืองแกลง)
บางครั้งภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ไม่มีคำกริยา "คือ" และ "เป็น" ให้สังเกต เราจะต้องตีความเอาเอง เช่น
   
              ก้มเกล้าเคารพอภิวาท        พระปิ่นภพภูวนาถนาถา
ยับยั้งคอยฟังพระวาจา                        จะบัญชาให้ยกโยธี (อิเหนา)
 ในที่นี้ เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นปิ่นของ

ตะปูดอกใหญ่ตรึ้ง                  บาทา อยู่เฮยดี
จึงบอาจลีลา                           คล่องได้
เชิญผู้ที่เมตตา                        แก่สัตว์ ปวงแฮ
ชักตะปูนี้ให้                           ส่งข้าอัญขยม (ขัตติยพันธกรณ๊)
ในที่นี้เปรียบภาระหน้าที่เป็นตะปูที่ตรึงเท้า

บุคคลวัต

    การสมมุติสิ่งต่าง ๆ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ เช่น ดวงตะวัน แย้มยิ้ม, สายลมโลมไล้เอาอกเอาใจ  พฤกษาลดามาลย์  ต้นไม้แต่งตัว   อยู่ในม่านมัวของหมอกคราม
บ้างลอกเปลือกอยู่ปลามปลาม      บ้างแปรกิ่งประกบกัน
บ้างปลิวใบสยายลม                 บ้างชื่นชมช่อชูชัน
บ้างแตกกิ่งอวดตาวัน                บ้างว่อนไหวจะร่ายรำ
บ้างเตรียมหาผ้าแพรคลุม           บ้างประชุมอยู่พึมพำ
ท่านผู้เฒ่าก็เตรียมทำ                พิธีสู่ขวัญผู้เยาว์
ม่านหมอกค่อยคล้อยคลี่             เผยเวทีอันพริ้งเพราด
หมู่ไม้ร่าเริงเร้า                       จะต้อนรับฤดูกาล
(เพลงขลุ่ยผิว, เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์)

อธิพจน์

     การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบเทียบในเรื่องปริมาณว่ามีมากเหลือเกิน มีเจตนาเน้นข้อความที่กล่าวนั้นให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เช่น ร้อนตับแตก, คอแห้งเป็นผง, รักคุณเท่าฟ้า, มารอตั้ง  โกฎิปีแล้ว นี่ฤาบุตรีพระดาบส      งามหมดหาใครจะเปรียบได้
อนิจจาบิดาท่านแสร้งใช้            มารดต้นไม้พรวนดิน
ดูผิวสินวลละอองอ่อน               มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น
สองเนตรงามกว่ามฤคิน             นางนี้เป็นปิ่นโลกา  (ศกุนตลา)

นามนัย

    การใช้คำหรือวลีที่บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแสดงความหมายแทนสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น
ใช้ เวที แทน การแสดง พระบาท แทน กษัตริย์      เก้าอี้ แทนตำแหน่งหน้าที่ของผู้บริหาร
...ว่านครรามินทร์  ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร  (ลิลิตตะเลงพ่าย)
ในที่นี้ ฉัตร หมายถึง พระมหากษัตริย์

สัญลักษณ์

      การใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะภาวะบางประการร่วมกันเป็นการสร้างจินตภาพ ซึ่งใชัรูปธรรมชักนำไปสู่ความหมายอีกชั้นหนึ่ง  ส่วนใหญ่มักจะเป็นที่เข้าใจในสังคม เช่น ใช้ ดอกไม้ แทน ผู้หญิง เพราะมีคุณสมบัติร่วมกัน คือความสวยงามและความบอบบาง ใช้ ราชสีห์ แทน ผู้มีอำนาจ เพราะราชสีห์และผู้มีอำนาจต่างมีคุณสมบัติร่วมกันคือความน่าเกรงขาม

ตัวอย่าง สัญลักษณ์ที่มักพบเห็นกันเสมอๆ เช่น
จามจุรี  แทน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รุ้ง         แทน ความหวัง พลัง กำลังใจ
หมอก    แทน มายา อุปสรรค สิ่งที่สลายตัวรวดเร็ว
นกพิราบ   แทน  สันติภาพ
ดอกมะลิ    แทน ความบริสุทธิ์ ความชื่นใจ
สวัสดิกะ    แทน เยอรมันยุคนาซี 

สัทพจน์

    การเปรียบเทียบโดยใช้คำเลียนแบบให้เห็นท่าทาง แสง สี ได้ยินเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างรวมกันก็ได้ มักจะพบในความเป็นธรรมชาติ หรือเครื่องดนตรี หรือเครื่องใช้ตามวิถีชาวบ้าน
เสียงโหม่ง หม่อง ฆ้องตีเคล้าปี่พาทย์ 
เสียงเตรง เตร่ง ระนาดชัดจังหวะ
เสียงตะโพน เท่งติง ติง เท่งป๊ะ 
เสียงกลองแขก โจ๊ะ จ๊ะ โจ๊ะ โจ๊ะ  (มโหรีชีวิต : แก้วตา ชัยกิตติภรณ์ )

ปฏิพากย์

     การนำเอาคำและความหมายที่ไม่สอดคล้องกันและดูเหมือนจะขัดแย้งกันมารวมไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดผลการสื่อสารเป็นพิเศษ เช่น น้ำผึ้งขม, คาวน้ำค้าง, ศัตรูคือยากำลัง, ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า, รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ, น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย

       แทบฝั่งธารที่เราเฝ้าฝันถึง                         เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง
จักรวาลวุ่นวายไร้สำเนียง                                โลกนี้เพียงแผ่นภพสงบเย็น
(วารีดุริยางค์, เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์)

เพิ่มเติม

วิภาษ
      การเปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือสิ่งที่ตรงข้ามกันนำมาจับเข้าคู่กัน เช่น กากับหงส์ ดินกับฟ้า , มืดกับสว่าง
ความมือแผ่รอบกว้างสว่างหลบ                        รอบใจพลบแพ้พ่ายสลายขวัญ
ชวนกำสรดซบหน้าซ่อนจาบัลย์                       วะหวิวหวั่นหวาดหวังว่ายังคอย
(มือกับสว่าง : อรฉัตร   ซองทอง)

อรรถวิภาษ

      คือ การเปรียบเทียบ โดยจาระไนของหลาย ๆ อย่างที่มีลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันมากล่าวนำ และสรุปความหมายรวม คือใช้ชื่อเรียกรวม ๆ แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
       เลือดสุพรรณวันก่อนเคยร้อนรุ่ม                หลั่งลงรุ่มฉาบดินทุกถิ่นฐาน
บัดนี้เย็นเป็นสุขทุกประการ                               เพราะไทยหาญหวงถิ่นไว้ให้ไทยเอย
(เลือดสุพรรณ : ประสิทธิ์  โรหิตเสถียร)
คำว่าไทย ในบทกลอนข้างต้น หมายถึง เฉพาะชาวไทย

อุปมานิทัศน์

      การใช้เรื่องราวนิทานขนาดสั้นหรือขนาดยาวประกอบ ขยาย หรือแนะโดยนัยให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งในแนวความคิด หลักธรรม หรือข้อควรปฏิบัติที่ผู้เขียนประสงค์จะสื่อไปยังผู้อ่านผู้ฟัง